"โลจิสติกส์" หมายความว่า กระบวนการดำเนินการบริหารจัดการอย่างมีประธิภาพเกี่ยวกับ
การจัดการคลังสินค้าการขนส่ง การเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม หรือการกระจายสินค้า หรือบริการ รวมทั้งกิจการที่เกี่ยวเนื่องตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ทั้งน้ีไม่รวมถึงบริการขนส่ง ผู้โดยสาร
"ผู้ประกอบการโลจิสติกส์" หมายความว่าผู้ให้บริการโลจิสติก์แก่บุคคลอื่น เป็นการทั่วไปเป็นทางการค้าปกติ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่น
"ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์" หมายความว่า กิจการให้บริการโลจิสติกส์ที่คณะกรรมการประกาศ กำหนดเพื่อให้การส่งเสริม

 คอลัมน์ "กฎหมายกับการพัฒนา" 

   โลจิสติกส์ (Logistics) เป็นคาที่มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ Logistique ซึ่งมีวิวัฒนาการเร่ิมต้นต้ังแต่ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 จากการดาเนินกิจกรรมทางการทหารเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์และวางแผนเพื่อ จัดส่งกองกาลังบารุง การลาเลียงยุทธภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และโภคภัณฑ์ต่างๆ ให้แก่หน่วยงานทางการทหารที่ ตั้งอยู่ในเขตสนามรบ โดยต้องพิจารณาวางแผนเพื่อให้การเคล่ือนย้านกองกาลังบารุงดังกล่าว เป็นไปตาม สถานที่ เส้นทาง วิธีการ และระยะเวลาที่กาหนดอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด

   ปัจจุบัน แนวความคิดเกี่ยวกับโลจิสติกส์ได้ถูกประยุกต์ใช้ โดยที่จากเดิมเป็นการคิดวิเคราะห์และ วางแผนเพื่อการดาเนินกิจกรรมทางการทหารก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการคิดวิเคราะห์และวางแผนเพื่อการ บริหารจัดการในทางธุรกิจ หรือการจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management) ที่นาวิธีการในการบริหาร จัดการ เช่น Just In Time (JIT), Milk Run และ Lean Management เป็นต้น มาใช้เพื่อให้เกิดการไหล (Flow) ของสินค้า (Goods) ข้อมูล (Information) เงินทุน (Financial) และคน (People) ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (Output) โดยเกิดประสิทธิผล (Outcome) มากที่สุด

   กิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์อาจสามารถแบ่งออกได้เป็นกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนต่างๆ มากมาย เช่น การขนส่ง (Transportation) คลังสินค้า (Warehousing) สินค้าคงคลัง (Inventory) การจัดซื้อ (Purchasing) บรรจุภัณฑ์ (Packaging) การเลือกท่ีต้ังโรงงาน (Plant and Warehouse Site Selection) การบริการลูกค้า (Customer Service) การติดต่อสื่อสาร (Communications) และโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกิจกรรม ทางด้านโลจิสติกส์อยู่หลายฉบับด้วยกัน เช่น พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทาง บก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้าไทย พ.ศ. 2456 และ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 เป็นต้น แต่ท้ังหมดก็ยังคงเป็นเพียงกฎหมายในทางแพ่งและทาง ปกครอง ที่รัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อ

 1) ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งเป็นคู่สัญญาให้ทราบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของตน 

2) ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับรัฐ เพื่อต้องการควบคุมดูแลให้การดาเนินกิจกรรม ทางด้านโลจิสติกส์ของเอกชนเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยตามกฎเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนที่รัฐกาหนด เท่านั้น 

   ในอนาคตประเทศไทยกาลังจะมีกฎหมายที่เก่ียวข้องกับเรื่องของการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนา ธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์โดยเฉพาะ คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ พ.ศ. .... ซึ่งขณะน้ีได้มีการยกร่างและทาประชาพิจารณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนของการนาเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ เข้าสู่วาระในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

สาระสาคัญหลักของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

   1) เพื่อต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการโลจสิ ติกส์ ให้สามารถประกอบธุรกจิ การให้บริการโลจิสติกสไ์ ด้ อย่างมีประสิทธิภาพ

   2) จัดตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ท่ีมีความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาโลจิสติกส์ เข้ามาดูแลเกี่ยวกับ มาตรฐานการให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อพัฒนามาตราฐานการให้บริการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ 

   3) กาหนดกฎเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบโลจิสติกส์ท่ีจะสามารถขอรับการส่งเสริมและ สนับสนุนจากทางภาครัฐ เช่น (1) เป็นผู้ประกอบโลจิสติกส์ที่ยื่นขอรับการส่งเสริม และเป็นนิติบุคคลท่ีจด ทะเบียนตามกฎหมายไทย มีสานักงานแห่งใหญ่ต้ังอยู่ในราชอาณาจักรไทย (2) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญจด ทะเบียน ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดต้องมีสัญชาติไทย (3) กรณีห้างหุ้นส่วนจากัด ผู้เป็นหุ้นส่วนจาพวกไม่จากัด ความรับผิดทั้งหมดต้องมีสัญชาติไทย และทุนของห้างหุ้นส่วนจากัดนั้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ต้องเป็นของผู้ เป็นหุ้นส่วนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีสญัชาติไทย(4)กรณีบริษัทจากัดกรรมการบริษัทจานวนไม่น้อยกว่าร้อย ละ 70 ต้องมีสัญชาติไทย และทุนของบริษัทจากัดน้ันไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ต้องเป็นของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคล ธรรมดาท่ีมีสัญชาติไทย หรือต้องเป็นของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจากัด บริษัทจากัด (5) กรณีบริษัทมหาชนจากัด กรรมการบริษัทจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ต้องมีสัญชาติไทย และทุนของบริษัท มหาชนจากัดนั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจานวนหุ้นที่จาหน่ายได้ทั้งหมดต้องเป็นหุ้นของบุคคลธรรมดาซึ่งมี สัญชาติไทย เป็นต้น

   4) กาหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น (1) การ ยกเว้นภาษีเงินได้ (2) การยกเว้นอากรขาเข้าสาหรับเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ท่ีใช้ในการประกอบธุรกิจ ให้บริการโลจิสติกส์ ตลอดจนสามารถนาเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ดังกล่าวเข้าค้าประกันกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อแทนการวางเงินประกันการชาระอากรขาเข้าได้ (3) เงินปันผลจากธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมไม่ต้องนามา รวมคานวณเพ่ือเสียภาษีเงินได้ (4) อนุมัติโครงการให้ความช่วยด้านสินเช่ือแก่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์เป็น กรณีพิเศษ (5) ลดหย่อนภาษีเงินได้สาหรับกาไรสุทธิที่ได้จาการประกอบธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ท่ีได้รับการ ส่งเสริม (6) อนุญาตให้หักค่าเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปาเป็น 2 เท่า ของจานวนเงินท่ีผู้ได้รับ การส่งเสริมได้เสียไปเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการท่ีได้รับการส่งเสริม

   5) กาหนดมาตการลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืน เช่น (1) ผู้ประกอบการโลจิสติกส์หรือบุคคลใดท่ีกระทาการฝ่า ฝืนเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ท่ีเป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการ รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อขอรับการส่งเสริมและสนับสนุน ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้ง จาท้ังปรับ (2) กรณีที่ผู้กระทาความผิดเป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือ ผู้แทนของนิติบุคคลต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ สาหรับความผิดน้ันๆ ด้วย เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทา น้ัน กระทาโดยตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอม ในการกระทาความผิดของนิติบุคคลนั้น เป็นต้น 

   แม้ว่าเนื้อหาและสาระสาคัญของบทบัญญัติตามร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ให้บริการโลจิสติกส์ พ.ศ. .... อาจยังไม่ครอบคลุมถึงธุรกิจของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในทุกๆ ด้านของ กิจกรรมที่เป็นกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนทางด้านโลจิสติกส์ แต่ก็นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่ภาครัฐได้ เล็งเห็นถึงความสาคัญของประโยชน์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการดาเนินกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ของ ภาคเอกชน

การใช้คำนำหน้านามและชื่อสกุลของหญิงมีสามี

ตามพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 มาตรา 4 และมาตรา 5 หญิงที่มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว และมิได้สมารสต้องใช้คำนำหน้านามว่า “นางสาว” เมื่อสมรสแล้วหญิงมีสิทธิเลือกใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ก็ได้ โดยแจ้งต่อนายทะเบียน ต่อมาเมื่อขาดจากการสมรสแล้วหญิงก็มีสิทธิใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ
และตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548 
มาตรา 12 คู่สมรสมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
การตกลงกันตามวรรคหนึ่ง จะกระทำเมื่อมีการสมรสหรือในระหว่างสมรสก็ได้
ข้อตกลงตามวรรคหนึ่ง คู่สมรสจะตกลงเปลี่ยนแปลงภายหลังก็ได้
มาตรา 13 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ให้ฝ่ายซึ่งใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้ฝ่ายซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิใช้ชื่อสกุลนั้นได้ต่อไป แต่เมื่อจะสมรสใหม่ ให้กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน 
ฉะนั้น ในปัจจุบันนี้หญิงมีสามีไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อสกุลของสามี จะใช้ชื่อสกุลเดิมของตนต่อไปก็ได้ และมีสิทธิยินยอมอนุญาตให้สามีใช้ชื่อสกุลเดิมของหญิงเพื่อให้ทั้งครอบครัวมีชื่อสกุลเดียวกันก็ได้ แต่ถ้าหากหญิงมีสามีประสงค์จะใช้ชื่อสกุลของสามีต้องให้สามียินยอม โดยจะตกลงยินยอมกันในขณะจดทะเบียนสมรสหรือภายหลังระหว่างที่ยังสมรสกันอยู่ก็ได้ เมื่อหญิงมีสามีที่ใช้ชื่อสุกลของสามีหย่าขาดจากสามีหรือการสมรสนั้นเป็นโมฆียะและถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนในภายหลัง หญิงเช่นว่านี้ต้องกลีบไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน ส่วนในกรณีที่สามีถึงแก่ความตาย หญิงมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของสามีต่อไปจนกว่าจะมีการสมรสใหม่จึงให้กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตนหรือสกุลสามีคนใหม่ตามที่ตกลงกัน นอกจากนี้ หญิงมีสามีหากได้รับความยินยอมจากสามีให้ใช้ชื่อสกุลของสามีแล้วจะใช้ชื่อสกุลเดิมของตนเป็นชื่อรองของตนก็ได้ หรืออาจใช้ชื่อสกุลของสามีเป็นชื่อรองของตนก็ได้หากได้รับความยินยอมของสามีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548 
อ้างอิงจากคำบรรยายของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ภาคหนึ่ง สมัยที่ 70 เล่ม 4